ไม่ยากอย่างที่คิด! 8 ขั้นตอนพัฒนาภาษาอังกฤษให้คล่องปรื๋อ ประสบการณ์ตรงจากผู้ที่ได้เกรด 1 พัฒนาตัวเองจนได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ

“ภาษาอังกฤษ” ถือเป็นภาษาที่สอง ซึ่งใครที่สามารถใช้ได้คล่องก็จะถือว่ามีความได้เปรียบเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องสังคม และหน้าที่การงาน ซึ่งถึงแม้ว่าโลกเราจะเข้ายุคที่การเรียนรู้จะเท่าเทียมกัน อินเตอร์เน็ตคลังความรู้มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เรื่องขอภาษาอังกฤาก็ยังเป้นปัญหาสำหรับคนไทยอยู่ อันจะเห็นได้ว่ามีเด็กไทยเกินกว่าครึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ซึ่งคนที่พูดได้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่บ้านมีฐานะพอสมควร ที่จะส่งลูกเรียนพิเศษ หรือส่งไป เรียนรู้ภาษาที่ต่างประเทศได้ ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เงินเยอะเพื่อจะเรียนรู้มัน แต่ช้าก่อน ลองอ่านข้อนแนะนำการเเรียนรู้ภาษาโดยผู้ใช้กระทู้ Pantip รายหนึ่งก่อน แล้วเราจะรู้ว่า ความพยายามต่างหากที่สำคัญ โดยเขาเล่าว่า

“พื้นฐานผมเป็นคนภาษาอังกฤษอ่อนมาก เรียนได้เกรดไม่ 1 ก็ 2 มาตลอด และเป็นวิชาที่เกลียดสุดๆ Verb to be, Verb to do, Tense อะไรพวกนี้ไม่เข้าใจเลยครับ คือคนส่วนใหญ่อาจจะมีปัญหาที่ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ แต่เข้าใจและทำข้อสอบได้ แต่ผมมีปัญหาคือ ไม่สามารถทำข้อสอบได้เพราะไม่เข้าใจและไม่สามารถเอาไปใช้งานได้เลย

1.สร้างแรงบันดาลใจ

ผมก็เคยคิดจะพัฒนาภาษาอังกฤษ โดยการไปลงเรียนครอสภาษาภาษาอังกฤษ AUA level 1 เลยครับ 555 เรียนๆไปไม่จริงจังอะไร จนวันนึง มีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนต่างประเทศ ผมสนใจโครงการนี้ และอยากไปประเทศสหรัฐอเมริกา  จากการไปหาข้อมูลพบว่าคนที่จะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเก่งๆ พื้นฐานภาษาอังกฤษดีมาก เพราะอเมริกาเป็นประเทศแรกในกลุ่มเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จะเลือกไปการแข่งขันสูง

กลับมามองตัวเอง เอิ่มมมม กรูเนี้ยะนะจะไปสู้กับเขา มันยากนะครับที่จะไปแข่งกับเทพเจ้าพวกนั้น ขนาด I don’t know ผมยังพูดว่า I am don’t know เลย แย่ขนาดนี้จะไปสู้อะไร แต่อีกใจนึง มันก็อยากไปนะ สหรัฐอเมริกาเชียวนะ นิวยอร์ก,ไนแองการ่า,ซานฟราน,แกรนด์ แคนยอน,ลาสเวกัส, บอสตัน ฯลฯ นั่งเปิดเน็ตดูรูปประเทศอเมริกา จนผมตัดใจ เอาวะ!!! ลองดู! เริ่มใหม่ ! อเมริกา! ต้องไปให้ได้! อเมริกา!

2.ค้นหาปัญหา ปัญหาของผมคือ
1.เบื่อการเรียนภาษาอังกฤษ
2.เกลียดภาษาอังกฤษ
3.ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ได้ ไม่ออก ไม่เป็น ทำไรไม่ได้เลย
4.ไม่อดทน

เราเบื่อ เบื่อเพราะอะไร เพราะเรานั่งเรียนให้ห้อง พูดประโยคตามที่อจ.สอน แล้วก็สลับกันพูดกับเพื่อนข้างๆ (ที่อ่อนภาษาเหมือนกัน 555) เบื่อ อจ.ที่มาถึงแจกชีท สอนแกรมม่า   เกลียดอังกฤษ….เกลียดทำไม เพราะมันยากงัย มันเบื่อมันก็เลยเกลียด พอมันเกลียดก็ไม่อยากเรียน ทักษาฟังพูดอ่านเขียน เลยง่อยไปตามๆกัน สุดท้ายก็ไม่อยากจะทนที่จะเรียน ผมจะทนไปทำไมก็มันไม่ชอบนิหว่า

3.เริ่มแก้ที่ละจุด

เบื่อรูปแบบการเรียนภาษาในห้อง งั้นผมเริ่มใหม่ ผมเริ่มจากการฟังครับ ผมไปเช่าหนังที่ร้าน DVD เรื่องนึงซึ้งตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคือเรื่องไร หยิบมั่วๆมาครับ จากนั้นก็เปิดดูตามขั้นตอนดังนี้

1. sound ภาษาอังกฤษ
2. no subtitle
3. นั่งดู ไปเรื่อยๆ

จะพบว่า…มันก็เบื่อเหมือนเดิมนั้นละ ดูไม่รู้เรื่อง 5555 และจะทำไปทำไมเนี้ยะ !!! นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้ วันที่เราได้ไปอเมริกา ถ้าเราเบื่อแบบนี้เราจะไม่ได้ไปอเมริกา คิดแบบนั้นผมก็เลยดูต่อไป ดูๆไปมันก็สนุกดีนะครับ ถึงจะไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่

ผมทำแบบนี้ทุกวัน เดิมๆครับ ดูหนังไปเรื่อยๆเอามันส์ไม่รู้เรื่อง จากนั้นก็เลือกฉากที่ชอบมา 10 นาที มา replay นั่งฟังซ้ำๆสัก 2-3 รอบ ทำแบบนี้ เกือบเดือน เริ่มเห็นผลแล้ว!!!!  ขอบคุณหนังฝรั่งเรื่องแรก ที่ผมทนดูจนจบได้ เพราะเรื่องของคุณสนุกมากครับ และที่สำคัญเนื้อเรื่องหนังเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหลายๆคนเลย หนังเก่าพอตัวเลยเรื่อง Legally blonde

3.ความสำเร็จขั้นแรก

หลังจากทำแบบนี้ไปได้สัก 3 อาทิตย์ หมดเงินค่าเช่าหนังไป ประมาณ 400 ( DVD เรื่องละ 30 บาท 20 วันก็ 600 แต่ว่าได้ปั๊มฟรี ได้แถม เจ้าของร้านใจดี) เริ่มคิดได้ เอ่อ..ทำไมเราไม่โหลดเอา หรือดู Youtube เอาก็ได้ประหยัดเงิน ^^

ความสำเร็จที่ผมรู้สึกได้คือวันนึงผมก็ดูหนังปกติ ตอนนั้นยอมรับว่าเบื่อจริงๆละ มันจะได้ผลไหมนะ ฟังแบบนี้ทุกวัน หลายๆครั้งผมอยากจะปิดหนังแล้วไปทำอย่างอื่นให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา มันก็จะเกิดความฮึกเหิมให้กลับมาทำ    ผมดูหนังไปเรื่อยๆเริ่มรู้สึกว่าทำไมหนังมันพูดช้าจังเลย ใครที่ดูหนังก็จะรู้ฝรั่งมันพูดเร็วยังกับจรวด ทำไมเรื่องนี้มันพูดช้าลงแฮะ  มาลองตรองดูพบว่า จริงๆแล้วฝรั่งเขาไม่ได้พูดช้าเลยครับ แต่เราชินกับความเร็วในการพูดของฝรั่งแล้ว ผมสามารถจับความในการฟังได้ประมาณ 30 % จากตอนแรก 0 %

4.ดัดจริต

ขั้นต่อมา ผมก็เริ่ม Advance ขึ้น ฟังอย่างเดียวกลัวเบื่อ คราวนี้เราพูดบ้างดีกว่า พูดของผมในที่นี้คือพูดตามดาราในหนังนั้นละครับ พูดผิดถูกไม่รู้ แต่จะพูด  ออกเสียง s เสียง z เสียง Stress เลียนแบบเขาไปครับ ซึ่งแน่นอนฟังแล้วรู้สึกดัดจริต แต่ทำคนเดียวในห้องไม่มีใครเห็นครับ 555 ดูหนังไปก็พูดตามไปเลียนแบบเขาไป บางทีเขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ อย่าได้แคร์เราอยู่คนเดียว นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา

5.แกรมม่าใครว่าไม่สำคัญ

หลังจากฟังได้ 20 วัน ฟัง+พูดได้อีกสัก 20 วัน คราวนี้ผมก็เจอปัญหาใหญ่คือ ผมไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ คือผมสามารถพูดตามฝรั่งในหนังด้วยสำเนียงที่เหมือนเพราะเลียนแบบเขา แต่ผมไม่สามารถพูดตามที่อยากจะพูด เอาละสิ…ทำอย่างไรดี

คราวนี้ผมไปเลือกดูหนังสือแกรมม่าครับ ผมคิดว่าการที่เราจะพูดได้อย่างน้อย เราน่าจะรู้โครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องเสียก่อน หนังสือแกรมม่ามีหลากหลายมาก ผมเลือกหนังสือแกรมม่าสำหรับใช้งาน เจ้าหนังสือแกรมม่ามันมีทั้งแบบแกรมม่าไว้สอบ คือมันจะซับซ้อน ยากไป!! ผมก็เอาแกรมม่าสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปนั่งเลือกเอาที่ถูกใจเลยครับ ใช้เวลาไปเกือบวัน ได้มา 2-3 เล่ม

จากนั้นผมก็ค่อยๆอ่าน ค่อยๆศึกษามันทีละหัวข้อและพยายามเอามาประยุกต์ใช้ หัวข้อ tense ทั้ง 12  tense ผมจำได้หมด (ณ ตอนนั้น) ว่าโครงสร้างเป็นอย่างไร แต่เอาใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแล้ว ใช้ไม่กี่ tense เอง

สรุปคือทุกเช่น ผมจะต้องดูหนังฝรั่งวันละ 1-1.30 ชม พร้อมเลียนแบบเสียง จากนั้นก็นั่งศึกษาแกรมม่าประมาณ ครึ่ง- 1 ชม. จากนั้นก็ฝึกพูดคนเดียวหน้ากระจก  เหมือนคนบ้าฮะ แต่นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้ และได้ไปอเมริกา

6.เริ่มฝึกอ่าน

สำหรับการอ่าน ก็เริ่มจากอ่านในเนตครับ เวปข่าวต่างประเทศ แน่นอนครับว่ามันยากกกกก…..ใครมันจะไปอ่านได้ ผมก็เลยเปลี่ยนมาอ่านหนังสือพวก nation junior (ไม่ทราบว่าตอนนี้มีขายอยู่ไหม)  ยากมาหน่อยก็พวก reader’s digest ศัพย์ไม่รู้เปิด dictionary เลยครับ พยายามอ่านที่เป็นหนังสือนะครับ อย่าอ่านออนไลน์ เพราะอ่านในหนังสือศัพย์ตัวไหนเราไม่ทราบเราก็สามารถเปิดหาและจดมันลงไป ช่วยให้เราจำศัพย์ได้ดียิ่งขึ้น

เนื่องจากผมศึกษา grammar มาระดับนึงแล้ว การอ่านมันเลยง่ายขึ้นเยอะครับ ประโยคยาวๆๆๆ แยกได้ ส่วนไหนประธาน กริยา กรรม ส่วนไหนขยาย ส่วนไหนคือคำหลัก ผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจ grammar สามารถใช้มันอย่างได้ถูกต้อง มันจะช่วยเราได้ดีเลยครับในเรื่องการอ่าน ฝึกอ่านไปเรื่อยๆ วันละ 1-2 หน้า จนนานเข้าเราก็สามารถอ่าน Bangkok post ได้ สำหรับการอ่านนี้อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย

7.การเขียน

อันนี้เป็นจุดสำคัญเลยครับ เป็นทักษะที่ผมคิดว่าค่อยข้างยาก และผมอาจจะต้องสอบเขียนเรียงความด้วย  ซึ่งเหนื่อยเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี อีกไม่นานก็จะต้องสอบแล้ว ผมก็เลยดูรูปแบบเรียงความหาได้ใน internet จำๆรูปแบบไปครับ 5555 ไม่ดีเลยนะครับ ผมอยากจะแนะนำว่า ถ้าอยากจะเขียนได้ดีๆ ควรจะมีคนคอยตรวจ คอยแก้ไขให้นะครับ ทักษะนี้ควรจะมีผู้ชี้แนะ ควรจะไปลงเรียนนะครับ ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงเรียน Academic writing ที่ มหาวิทยาลัยจัดอบรม มันช่วยให้ผมเข้าใจการเขียนได้ดีมากยิ่งขึ้น

8. Vocab

เรื่องศัพท์ หลายๆคนมีปัญหากับเรื่องของศัพท์ ผมเองก็มีปัญหาครับ จำศัพท์ไม่ได้ ออกเสียงไม่ถูก แต่ก่อนผมจะท่องศัพท์ครับ สมัยเรียนมัธยม อจ.ให้เราท่องศัพท์วันละ 10 คำคิดว่าหลายๆคนก็คงเคยมีประสบการณ์ ผลปรากฎว่ามันไม่ประสบความสำเร็จเลยสักนิด ท่องได้แต่ก็ลืมถ้าไม่นำไปใช้  ผมจะอาศัยการฟังกับการอ่าน สมมุติเราฟังหรืออ่านประโยคหนึ่งอยู่เราได้ยินศัพท์ที่ไม่คุ้น ให้เปิดหาความหมายแล้วจำเลยครับ จำไม่ได้ไม่เป็นไร ครั้งต่อๆมาเราได้ยินศัพท์คำเดิมจำไม่ได้ ก็เปิดหาความหมายแล้วก็จำครับ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คุณเจอศัพท์ตัวเดิมครั้งที่ 3-4 คุณก็จะจำมันได้โดยเอง ไม่เชื่อลองดูครับ

นี้ละครับประสบการณ์ ฝึกภาษาอังกฤษของผม สรุปคือ ผมเริ่มจากการฟังโดยดูหนังฝรั่งเลียนแบบเสียง ฝึกพูดกับตัวเอง ฝึกแกรมม่า จากนั้นก็อ่าน ส่วนเขียนมาเรียนเพิ่มเติมทีหลัง ถ้าคุณสังเกตุจะเห็นว่าผมใช้ประโยคซ้ำๆประโยคนึงคือ นึกถึงอเมริกา ผมจะสื่อว่า แรงบันดาลใจอันแรงกล้า คือสิ่งที่สำคัญมาก ควรสร้างแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้ตัวเอง ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษเพื่ออะไร  ถ้าแค่เพื่อได้งานดีๆอันนี้มันไม่แรงพอ”

หวังว่า 8 ขั้นตอนนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้มีความกระตือรือร้นอยากพัฒนาภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิธีต่างๆที่มีการเสนอมานั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด สามารถทำได้ง่ายๆ ได้ทุกวัน




ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

7 − 3 =